“รมช.ประภัตร” ลุยเมืองสุรินทร์ เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างมาตรฐานปางช้าง สั่งปรับปรุงแก้ไขให้เป็นที่ยอมรับ-ปฏิบัติได้จริง เพื่อยกระดับมาตรฐานปางช้างไทยทั่วประเทศ

“รมช.ประภัตร” ลุยเมืองสุรินทร์ เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างมาตรฐานปางช้าง

สั่งปรับปรุงแก้ไขให้เป็นที่ยอมรับ-ปฏิบัติได้จริง เพื่อยกระดับมาตรฐานปางช้างไทยทั่วประเทศ

 

 

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์คชศึกษา หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ว่า ปัจจุบันช้างมีบทบาทด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย และได้สร้างรายได้ที่สำคัญของประเทศ แต่พบว่าปางช้างบางส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติที่ดีในการจัดการเลี้ยงช้างที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยคำนึงถึงเรื่องสุขภาพช้างและหลักสวัสดิภาพสัตว์ ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพช้าง และการทารุณกรรมช้าง จึงได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และมีนโยบายที่จะยกระดับมาตรฐานปางช้างของประเทศไทย

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง โดยศึกษาและค้นคว้าข้อมูลข้อกำหนดต่างๆ จากประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง มาตรฐานปาง (แค้มป์) ช้างของประเทศไทย พ.ศ. 2545 ของกรมปศุสัตว์ และมาตรฐานการจัดกิจกรรมปางช้างเพื่อการท่องเที่ยว พ.ศ. 2553 ของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นแนวทางในการจัดทำร่างมาตรฐาน เพื่อให้มีความชัดเจน เหมาะสม และเพื่อให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของปางช้าง/บุคลากรที่เกี่ยวข้อง สามารถปฏิบัติตาม หรือปรับปรุงแก้ไขกระบวนการทำงานหรือโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นไปตามการปฏิบัติที่ดีได้ ตลอดจน ได้จัดให้มีการสัมมนาระดมความเห็นต่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง เป็นมาตรฐานทั่วไปหรือมาตรฐานบังคับ เพื่อนำข้อคิดเห็นมาปรับปรุงร่างมาตรฐานดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์

ทั้งนี้จากการประชุมคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ปางช้าง เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563  นั้น ได้มีการเสนอให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง เป็นมาตรฐานบังคับ โดยจะบังคับใช้กับปางช้างทุกขนาด อย่างไรก็ตาม จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรก่อนพิจารณาให้การรับรอง และประกาศเป็นมาตรฐานของประเทศต่อไป

“ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย และมีจำนวนเพิ่มขึ้น จากการสำรวจมีมากถึง 6,000 เชือก นอกจากนี้ปัญหาที่พบคือ ชาวต่างชาติมองว่าการเลี้ยงช้างของไทยเป็นการทรมานสัตว์ ดังนั้น รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อยกระดับมารฐานปางช้าง ซึ่งการลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อหารือร่วมกับกลุ่มผู้เลี้ยงช้าง จ.สุรินทร์ ที่ถือเป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงช้างมากที่สุด โดยรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง โดยมี นายกิติเมศวร์  รุ่งธนิเกียรติ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะด้วย อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามความคิดเห็น พบว่ายังมีบางประเด็นในร่างมาตรฐานฯ ที่ยังไม่ครอบคลุม ทั้งนี้ จะนำข้อเสนอแนะต่างๆ เข้าสู่คณะกรรมการมาตรฐาน เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เกิดการยอมรับของทุกฝ่าย ปฏิบัติได้จริง เป็นที่ยอมรับของต่างชาติ จึงมอบหมายให้ มกอช. นำเรื่องดังกล่าวกลับไปพิจารณาอีกครั้ง”  นายประภัตร กล่าว

ประเทศไทยมีปางช้างจำนวนประมาณ 250 ปาง แบ่งเป็น 1. ปางช้างขนาดเล็ก (มีช้างไม่เกิน 10 เชือก) จำนวน 200 ปาง 2. ปางช้างขนาดกลาง (มีช้างตั้งแต่ 11 เชือก ถึง 30 เชือก) จำนวน 40 ปาง และ 3. ปางช้างขนาดใหญ่ (มีช้างตั้งแต่ 31 เชือกขึ้นไป) จำนวน 10 ปาง  ซึ่งศูนย์คชศึกษา เป็นสถานที่ดำเนินงานตามโครงการนำช้างคืนถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อนให้กลับมาอยู่ถิ่นฐานบ้านเกิด โดยจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เป็นศูนย์รวมของสมาชิกช้างทั้งในบ้านกะโพ ตากลาง และจากหมู่บ้านอื่นๆ ในจังหวัดสุรินทร์มากกว่า 200 ตัว ชาวบ้านมีความชำนาญในการฝึกหัดช้าง และเลี้ยงช้าง

 

You May Have Missed!

1 Minute
ข่าวประชาสัมพันธ์
เปิดมุมมองการเชื่อมสัมพันธ์ไทย–ไต้หวัน ผ่านมรดกทางวัฒนธรรมพระเครื่องไทย โดย WU CHUN I ผู้ก่อตั้ง Dream Amulet  
0 Minutes
ข่าวประชาสัมพันธ์
ชสอ. จัดประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2569 ยิ่งใหญ่ ผู้แทนสมาชิกกว่า 1,000 สหกรณ์ร่วมประชุม พร้อมประกาศความสำเร็จผลดำเนินงานแข็งแกร่ง กำไรสุทธิกว่า 2,587 ล้านบาท
0 Minutes
ข่าวประชาสัมพันธ์
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขับเคลื่อนมิติใหม่ มุ่งทำงานเชิงรุกใช้ Data และ AI เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวดเร็ว แม่นยำ ตรงจุด
0 Minutes
ข่าวประชาสัมพันธ์
สนท.ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1/2569 มอบตำแหน่งกรรมการชุดใหม่ พร้อมเดินหน้าบูรณะอาคารสมาคมอายุ 30 ปี ให้กลับมาสง่างามดังเดิม