พลิกโฉมเกษตรไทย! หนุนเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม (GEd) สร้างพืชต้านทานโรค ลดต้นทุน-สู้ภาวะโลกรวน ชี้ปลอดภัยสูงไม่ใช่ GMOs

พลิกโฉมเกษตรไทย! หนุนเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม (GEd) สร้างพืชต้านทานโรค ลดต้นทุน-สู้ภาวะโลกรวน ชี้ปลอดภัยสูงไม่ใช่ GMOs

สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ (BAA)  จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 พร้อมเปิดเวทีเสวนาทางวิชาการ “พันธุ์พืชต้านทานโรคที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม: โอกาสและประโยชน์สำหรับเกษตรกรไทย” ณ กองวิจัยพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กทม. เพื่อเผยแพร่ความก้าวหน้าและเตรียมความพร้อมในการนำเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่มาใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรกรรมอย่างปลอดภัยและยั่งยืน  และได้รับเกียรติจาก ดร.ปิยรัตน์ ธรรมกิจวัฒน์ ผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร กล่าวเปิดงาน ท่ามกลางการเข้าร่วมของผู้บริหารศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ, ที่ปรึกษาสมาคมฯ คณาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการเกษตร นักวิจัย เกษตรกร ตลอดจนสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิด ได้เข้าสู่เวทีเสวนาเข้มข้นซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยเวทีเสวนาช่วงแรก นำเสนอในหัวข้อ “การพัฒนาพันธุ์พืชต้านทานโรค โดยเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม: โอกาสและประโยชน์สำหรับเกษตรกรไทย” เจาะลึก 2 กรณีศึกษาพืชเด่นที่ใกล้จะยื่นขอรับรองจากกรมวิชาการเกษตรภายในปี 2569 ได้แก่ พันธุ์มะเขือเทศต้านทานโรคเหี่ยวเหลือง พัฒนาโดย ผศ.ดร.ธัญญ์วนิช ธัญสิริวรรธน์ และคณะ จากภาควิชาเกษตรและทรัพยากร คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ด้วยการปิดการทำงานของยีน LRR receptor-like serine/threonine-protein kinase หรือ Solyc11g01180.1 บนโครโมโซมที่ 11 ซึ่งจะเข้ามาตัดวงจรความสูญเสียผลผลิตที่แต่เดิมเกษตรกรอาจเสียหายสูงถึงร้อยละ 50–100 และพันธุ์มะละกอต้านทานไวรัสจุดวงแหวน พัฒนาโดย ดร.ปิยนุช ศรชัย และคณะ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กองวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร โดยใช้วิธีปิดการทำงาน (deletion) ที่ตำแหน่งพันธุกรรมเฉพาะในยีน eIF4E เพื่อแก้ปัญหาโรคจุดวงแหวนที่มีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะและทำลายต้นได้ทุกช่วงอายุ ช่วยลดภาระเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนสารเคมี ปุ๋ย ค่าน้ำ และค่าแรงในการขุดทำลายต้นทิ้งโดยไม่ได้ผลผลิต

สำหรับเวทีเสวนาช่วงที่สอง เป็นการแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม สถานภาพ กรอบการกำกับดูแล และโอกาสการใช้ประโยชน์ในประเทศไทย” ซึ่งได้ร่วมกันสะท้อนภาพรวมจากการสำรวจของสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ที่พบว่ามีนักวิจัยไทย 14 คนกำลังเร่งพัฒนาพืช 14 ชนิด พร้อมทั้งชี้ให้เห็นประโยชน์รูปธรรมที่เกษตรกรไทยจะได้รับจากการปลดล็อกกฎหมายและการใช้พืชต้านทานโรค ซึ่งพืชสามารถสร้างกลไกปกป้องตนเองได้ตามธรรมชาติ ช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชลงได้ถึงร้อยละ 30–40 ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและรายได้ สร้างความยั่งยืนให้ระบบนิเวศการเกษตร สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อีกทั้งยังช่วยเร่งให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์พืชใหม่ ๆ ได้รวดเร็วโดยไม่ติดอุปสรรคข้อบังคับจีเอ็มโอ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

งานเสวนาได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing หรือ GEd) ในฐานะนวัตกรรมปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีความแม่นยำสูง ปลอดภัย และไม่ถือเป็นพืชจีเอ็มโอ (Non-GMO) เนื่องจากเป็นการปรับแต่งยีนภายในพืชเองโดยไม่มีการสอดใส่สารพันธุกรรมหรือยีนแปลกปลอมจากชนิดพันธุ์อื่น ทำให้มีความเสี่ยงต่ำมาก ปลอดภัยเทียบเท่าพืชที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม โดยองค์กรระดับสากลอย่าง FAO และ OECD ให้การยอมรับว่าลดความกังวลเรื่องสารก่อภูมิแพ้หรือการดื้อยาปฏิชีวนะลงได้อย่างมาก และปัจจุบันกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น รวมถึงสหภาพยุโรป ต่างให้การรับรองว่าพืชแก้ไขยีนที่ไม่มียีนแปลกปลอมไม่ใช่พืชจีเอ็มโอ ทั้งยังปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร ได้ออกประกาศกฎหมายรองรับตั้งแต่ พ.ศ. 2567 เพื่อสนับสนุนการวิจัย พัฒนา ทดสอบ และขับเคลื่อนพืช GEd ออกสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

GEd เทคโนโลยีแม่นยำ ปลอดภัย เทียบเท่าพันธุ์ดั้งเดิม

เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing หรือ GEd) เป็นเครื่องมือปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีความแม่นยำสูง ปลอดภัย และไม่ใช่สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) เนื่องจากเป็นการปรับแต่งยีนภายในตัวพืชเองโดยไม่มีการสอดใส่สารพันธุกรรมหรือยีนแปลกปลอมจากต่างสายพันธุ์ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และ OECD ประเมินว่าพืช GEd มีระดับความเสี่ยงต่ำมาก เทียบเท่ากับพืชที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม โดยปัจจุบันกว่า 40 ประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป มีมติรับรองว่าพืชปรับแต่งจีโนมที่ไร้ยีนแปลกปลอมไม่จัดเป็นพืชจีเอ็มโอ

ขั้นตอนการดำเนินงานหลังผ่านการรับรอง เมื่อพืชปรับแต่งจีโนม (กลุ่ม SDN-1) ได้รับใบรับรองว่าไม่มีการสอดแทรกยีนแปลกปลอม จะถือเป็นพันธุ์พืชดั้งเดิมที่ไม่ต้องประเมินความปลอดภัยแบบ GMOs และสามารถเข้าสู่กระบวนการต่อไปได้ทันที:
1. นำไปประเมินและทดสอบคุณสมบัติ เช่น การเจริญเติบโต ผลผลิต และความคงตัวในสภาพแปลงปลูกจริง
2. จดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542) หรือยื่นรับรองพันธุ์พืช (ตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืช พ.ศ. 2518) เพื่อขยายผลสู่มือเกษตรกรอย่างถูกต้องตามกฎหมายและโปร่งใส

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ห้อง 805 ชั้น 8 อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จตุจักร กทม. อีเมล: baathailand@yahoo.com โทรศัพท์: 085-9473784