ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือพรรคการเมืองโชว์วิสัยทัศน์
เสนอแก้ 3 ปัญหาร้อนอุตสาหกรรมยาสูบ ก่อนถึงศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ.

- เครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯถก 3 พรรคการเมือง โชว์วิสัยทัศน์และนโยบายแก้ปัญหาหนักอกชาวไร่ยาสูบ-แรงงานในไร่-ร้านโชห่วย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกว่า 6 แสนคนทั่วประเทศ พร้อมฝากโจทย์ใหญ่ ขอทุกพรรคช่วยหาทางออก สร้างรายได้ให้ชาวไร่ สนับสนุนนวัตกรรมยาสูบที่ทันสมัย และปราบปรามบุหรี่เถื่อนให้หมดสิ้น
วันที่ 21 ม.ค.69 ที่ห้องประชุมทิวลิป โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ สมาคมการค้ายาสูบไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายยาสูบ จัดประชุมเพื่อแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบ โดยมี กลุ่มต้นน้ำ (ชาวไร่และผู้ผลิตใบยาสูบ) ได้แก่ สมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์ จ.สุโขทัย, จ. เพชรบูรณ์ , สมาคมการค้าขาวไร่ยาสูบเตอร์กีซภาคอีสาน จ.ร้อยเอ็ด จ.กาฬสินธุ์ จ.มหาสารคาม จ.สกลนคร จ.นครพนม ,เครือข่ายชาวไร่ยาสูบบ่มเองเวอร์ยีเนีย จ.แพร่ จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย , สมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบใบยาสูบเวอร์ยีเนีย 5 จังหวัดภาคเหนือตอนบน กลุ่มกลางน้ำ (ผู้ผลิต ผู้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบ) กลุ่มปลายน้ำ (ผู้ขายและผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ) ร่วมสะท้อนปัญหาความเดือดร้อน

นายสุธี ชวชาติ ประธานภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันชาวไร่ยาสูบ 25,000 ครอบครัว แรงงานในไร่ และผู้พึ่งพิง รวมกว่า 1 แสนคน ได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง “อุตสาหกรรมยาสูบในบ้านเราสร้างรายได้จากภาษีสรรพสามิตเกือบ 50,000 ล้านบาท และการส่งออกอีกกว่า 1,500 ล้านบาท แต่ชาวไร่ยาสูบกลับต้องเจอความเสี่ยงกับการขาดทุน รายได้ลดลง หนี้สินเพิ่มขึ้น เพราะค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการปลูกยาสูบสูงขึ้นทุกปี อีกทั้งบุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ทะลักเข้ามาเต็มตลาด ทำให้เดือดร้อนกันไปหมดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ”
“อยากให้มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือชาวไร่เพื่อเป็นหลักประกันในอาชีพ รวมถึงอยากให้รัฐบาลส่งเสริมการทำประกันภัยยาสูบและพืชผลมูลค่าสูงทางการเกษตร และสนับสนุนการส่งออกใบยาสูบไทยหรือเพิ่มมูลค่าการนำยาสูบไปผลิตสินค้าอย่างอื่น เช่น สกัดนิโคตินเหลว จะได้ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวไร่ได้” นาย สันต์ หารสุโพธิ์ นายกสมาคมการค้าใบยาสูบเตอร์กิซ กล่าวเสริม
ด้านนายสุเทพ ทิมศิลป์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ การยาสูบแห่งประเทศไทย เสริมว่า “ผมขอวิงวอนไปยังรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ให้ช่วยพิจารณาทบทวน พ.ร.บ.การยาสูบ และ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ว่าถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงให้เหมาะสมแล้วหรือยัง เพราะในอดีตเราคือรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้ให้รัฐสูงติดอันดับ 1 ใน 5 แต่ปัจจุบันกลับลดลงมาอยู่ลำดับท้ายๆ หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.สรรพสามิต ปี 2560 ความเดือดร้อนนี้ลามไปถึงเกษตรกรที่ปลูกยาสูบมา 80 ปี ซึ่งไม่เคยต้องออกมาเรียกร้องขอเงินเยียวยา แต่ตอนนี้เขาอยู่ไม่ได้เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ในขณะที่โครงสร้างราคาบุหรี่ถูกปรับจาก 40 เป็น 60 บาท แต่เป็นเนื้อภาษีไปแล้วเกือบ 50 บาท เหลือเพียง 10 บาท มาบริหารจัดการทั้งอุตสาหกรรม ทั้งค่าใบยา ค่าแรง และค่าเครื่องจักร ซึ่งขัดกับภาคเอกชนที่มีกำไรอย่างน้อย 40-50% ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม หรือผลิตภัณฑ์”

นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ตัวแทนร้านค้าบุหรี่ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมายประมาณ 500,000 รายทั่วประเทศ กล่าวว่า “อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่กระทบร้านโชห่วยซึ่งเป็นกลุ่มปลายน้ำคือบุหรี่เถื่อนที่ทะลักเข้ามาสูงเป็นประวัติการณ์ หรือคิดเป็นประมาณ 28% ของตลาด ยังไม่รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการใช้เพิ่มมากขึ้นกว่า 2,300% สินค้าเถื่อนเหล่านี้เป็นแหล่งเงินทุนสีเทา ร้านค้าโชห่วยที่ขายของถูกกฎหมายประกอบอาชีพสุจริตกลับได้รับผลกระทบ ต้องเสียรายได้จากการขาย”
ภาคีเครือข่ายยาสูบฯ ยังได้เสนอนโยบายบุหรี่ผิดกฎหมายต้องเป็นศูนย์ โดยอยากให้มีการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันการการกระทำผิดซ้ำ ยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์และบริษัทขนส่งเพื่อป้องกันการขายทางช่องทางออนไลน์ และการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นกฎหมายศุลกากร

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมระดมความคิดเห็น นำโดย คุณโอภาส อามิลสรี จากพรรคเสรีรวมไทย, ดร.เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน และ คุณสงกรานต์ จิตสุทธิภากร จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแต่ละท่านได้ร่วมนำเสนอวิสัยทัศน์เชิงนโยบายในมิติต่างๆ พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ด้าน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน ให้มุมมองต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาชาวไร่ยาสูบอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำแนวทางแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ต้องปราบปรามบุหรี่เถื่อนและธุรกิจสีเทาอย่างจริงจัง เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีสรรพสามิตจำนวนมาก การลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือก ต้องสนับสนุนเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตผ่านระบบเกษตรแม่นยำ (เช่น การใช้ปุ๋ยแม่นยำ) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการปลูกพืชอื่นเสริม หรือการปลูกไม้ยืนต้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ การยกระดับมาตรฐานและนวัตกรรม ผลักดันการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อนำใบยาสูบไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ซิก้า หรือนวัตกรรมนอกกลุ่มยาสูบ อาทิ สารสกัดชีวภาพกำจัดแมลง แต่ทั้งหมดนั้นจำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องต้องดำเนินการตามมาตรฐานขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อที่จะทำให้สามารถที่จะนำมาใช้ได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ดร.เดชรัต ระบุว่าทั้งหมดพัฒนาเพื่อให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวไร่ยาสูบอยู่ได้ ภายใต้กติกาที่เปลี่ยนไป พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกติกาให้เกิดความเป็นธรรมต่อพี่น้องชาวไร่ยาสูบอย่างแท้จริง
