กรมชลประทานจัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรครั้งที่2 ติดตามโครงการบริหารจัดการน้ำ โขง–เลย–ชี–มูล ระยะที่ 1
ยกระดับชีวิตชาวอีสาน 6 จังหวัด พื้นที่กว่า 1.69 ล้านไร่ เสริมความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคอีสานอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 นางดรรชณี เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน เป็นประธานในกิจกรรม สื่อมวลชนสัญจร ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการบริหารจัดการน้ำ โขง–เลย–ชี–มูล โดยใช้แรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (ระบบส่งน้ำ) เพื่อสร้างความเข้าใจและถ่ายทอดข้อมูลภาพรวมของโครงการ แนวคิดการบริหารจัดการน้ำ และการดำเนินงานด้านระบบส่งน้ำ ให้แก่สื่อมวลชน

กิจกรรมดังกล่าวเริ่มจากการลงพื้นที่ จุดแรกบริเวณหัวงานเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ชมภาพรวมอ่างเก็บน้ำ พร้อมรับฟังภาพรวมโครงการ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการพัฒนาโครงการ จากนางดรรชณี เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน , ฟังสรุปสถานการณ์น้ำปัจจุบันของเขื่อน จากนายชาญศักดิ์ ธานี วิศวกรระดับ 10 กฟผ.เขื่อนอุบลรัตน์ จากนั้นเดินทางไปยัง จุดชมวิวสกายวอล์คภูแอ่น อุทยานแห่งชาติภูเก้า–ภูพาน รับฟังภาพรวมการดำเนินงานระบบส่งน้ำการบริหารจัดการน้ำโขง–เลย–ชี–มูล ระยะที่ 1 รวมถึงเหตุผลในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ

ต่อมา คณะได้ลงพื้นที่ ตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อดูพื้นที่บริเวณเหนือเขื่อน และพบปะกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ และเยี่ยมชม กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษบ้านหนองหญ้าข้าวนก ตำบลหนองแวง อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น เพื่อรับฟังความคิดเห็นและสะท้อนความต้องการด้านการใช้น้ำของภาคการเกษตร

สำหรับ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการพัฒนาโครงการ ได้แก่ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนพร้อมระบบส่งน้ำ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา รวมพื้นที่ชลประทานประมาณ 1.69 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว และเขื่อนห้วยหลวง เสริมความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคเกษตรตลอดทั้งปี เพิ่มผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร ลดการอพยพแรงงานเข้าสู่เมืองใหญ่ ยกระดับคุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน และลดความเสี่ยงด้านอุทกภัย ส่งผลให้มูลค่าที่ดินเพิ่มสูงขึ้น ช่วยให้การคมนาคมสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางส่งเสริมการท่องเที่ยวและยกระดับเมืองน่าอยู่ สร้างรายได้ให้กับชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่

โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำโขง–เลย–ชี–มูล ระยะที่ 1 กำหนดพื้นที่ศักยภาพการพัฒนาพื้นที่ชลประทานรวม 1.69 ล้านไร่ ครอบคลุม 6 จังหวัด 30 อำเภอ 176 ตำบล โดยพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เป็นที่ราบลาดเอียงเล็กน้อย เหมาะสมกับการส่งน้ำด้วย ระบบคลองเปิด ซึ่งสามารถรองรับปริมาณน้ำจำนวนมากได้ดีกว่าระบบท่อ และมีต้นทุนก่อสร้างต่ำกว่า
จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบหลายด้านด้วยวิธี Multi Criteria Analysis (MCA) ครอบคลุมด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหลัก พบว่า คลองส่งน้ำดาดคอนกรีตรูปสี่เหลี่ยมคางหมู เป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโครงการ

โดยโครงการมีรูปแบบการส่งน้ำทั้งด้วยแรงโน้มถ่วงและระบบสูบน้ำ ประกอบด้วย คลองส่งน้ำสายหลัก 22 สาย ความยาวรวม 436.04 กิโลเมตร คลองสายซอย 59 สาย ความยาวรวม 1,507.88 กิโลเมตร และคลองส่งน้ำสายแยกซอย 179 สาย ความยาวรวม 281.51 กิโลเมตร ทั้งนี้ โครงการฯ เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2566 เพื่อให้การพัฒนาโครงการส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และประชาชนในพื้นที่น้อยที่สุด

โดยกรมชลประทานให้ความสำคัญกับการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน ตลอดจนมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทั้งผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ลดข้อกังวล และสนับสนุนการพัฒนาโครงการด้านน้ำอย่างยั่งยืน


