ก้าวใหญ่ของไทยภายใต้“ยุทธศาสตร์ใหม่ประเทศไทย:ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต”โดย“มิสเตอร์เอทานอล”อลงกรณ์ พลบุตรประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.

ก้าวใหญ่ของไทยภายใต้“ยุทธศาสตร์ใหม่ประเทศไทย:ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต”

โดย“มิสเตอร์เอทานอล”อลงกรณ์ พลบุตรประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.

การสู้รบครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐและอิหร่านก่อให้เกิดวิกฤตการณ์พลังงานครั้งใหม่ส่งผลกระทบต่อโลกและประเทศไทยโดยตรงอีกครั้งหนึ่ง นายอลงกรณ์ พลบุตร”มิสเตอร์เอทานอล”ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่งได้นำเสนอรายงานปฏิรูปประเทศไทยเรื่อง“ยุทธศาสตร์ใหม่ประเทศไทย:ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต” ใน Facebook ส่วนตัวนับเป็นเรื่องที่สะท้อนแนวคิดการสร้างความมั่นคงทางพลังงานบนศักยภาพของประเทศไทยเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจาก ต่างประเทศ และชี้นำโอกาสในวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นรายงานที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อก้าวใหม่ของประเทศไทยโดยมีเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้

รายงานปฏิรูปประเทศไทย “ยุทธศาสตร์ใหม่ประเทศไทย:ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต” โดย: นายอลงกรณ์ พลบุตร”มิสเตอร์เอทานอล”ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยประธานมูลนิธิเวิลด์วิว(Worldview Climate Foundation)อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่ง

ภูมิรัฐศาสตร์โลก: จุดเปลี่ยนความมั่นคงพลังงานยุคใหม่

โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญหน้ากับความผันผวนครั้งใหญ่จากแรงกดดันทาง “ภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitics) สงครามและความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในหลายภูมิภาคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง คาบสมุทรยุโรปตะวันออก และเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ในทะเลจีนใต้และทะเลแดง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิกฤตการณ์เหล่านี้ทำให้ราคาพลังงานฟอสซิลพุ่งสูงขึ้นและขาดความแน่นอน ซ้ำยังเผยให้เห็นความเปราะบางของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานแบบดั้งเดิม

วิกฤตโลกครั้งนี้คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” (Energy Security) ในยุคใหม่ ไม่ใช่การแสวงหาแหล่งฟอสซิลเพิ่มเติม แต่คือการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ พลังงานแห่งอนาคตที่เป็นอิสระ พึ่งพาตนเองได้ และปลอดคาร์บอน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)ระดับสากล เช่น มาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงและพึ่งพาตนเองได้ในด้านวัตถุดิบ จึงต้องพลิกวิกฤตโลกนี้ให้เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Positioning) ในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต” (Future Energy Hub) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเสาหลักที่ขับเคลื่อนและตัวเลขดัชนีชี้วัดโอกาสดังต่อไปนี้

1.ดัชนีชี้วัดศักยภาพและเม็ดเงินลงทุนใหม่ล่าสุดของประเทศไทย (Update 2026)
1.1ความพร้อมเชิงภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางอาเซียนมีระบบโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Power Grid) ที่ครอบคลุมมากที่สุดในภูมิภาค พร้อมทั้งมีพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก (WEC) ภาคอีสาน(NEEC) ภาคเหนือ(NEC) และภาคใต้ (SEC) ที่พร้อมรองรับนิคมอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

1.2บิ๊กโปรเจกต์ดิจิทัลสีเขียวระดับแสนล้านเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยก้าวสู่จุดสูงสุดครั้งประวัติศาสตร์ ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2026 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนโครงการยักษ์ใหญ่ของ TikTok Systems (Thailand) มูลค่าสูงถึง 26.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.42 แสนล้านบาท เพื่อขยายระบบโครงสร้างพื้นฐานเซิร์ฟเวอร์และ Data Infrastructure ขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา พร้อมควบคู่ไปกับแผนลงทุนศูนย์บริการข้อมูล (Data Center Hosting) ต่อเนื่อง 5 ปี (2026–2030) อีกราว 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.05 แสนล้านบาท) เม็ดเงินเหล่านี้เมื่อรวมกับกลุ่ม Hyperscalers เดิมอย่าง AWS, Google และ Microsoft ทำให้ยอดสะสมทะลุกว่า 5.2 แสนล้านบาทในปีก่อน และขยับสู่ระดับล้านล้านบาทอย่างรวดเร็ว โดยเงื่อนไขสำคัญสูงสุดของทุนเทคโนโลยีโลกเหล่านี้คือ “ระบบไฟฟ้าที่ใช้ในศูนย์จัดเก็บข้อมูลต้องมาจากพลังงานสะอาด 100%” ซึ่งสร้างความต้องการไฟฟ้าสีเขียวล่วงหน้าพุ่งสูงนับพันเมกะวัตต์

1.3การเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)ประเทศไทยมีระบบสายส่งเชื่อมโยงแรงดันสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ (kV) และ 230 กิโลโวลต์ (kV) ข้ามพรมแดน ปัจจุบันมีขีดความสามารถในการส่งผ่านไฟฟ้า (Wheeling Capacity) จาก สปป.ลาว ผ่านไทย ไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ (โครงการ LTMS-PIP) อยู่ที่ 100 เมกะวัตต์ และกำลังขยายขีดความสามารถสู่ 300 – 500 เมกะวัตต์ ทำให้ไทยทำหน้าที่เป็นเสาหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของภูมิภาค

2.ร่างแผนพัฒนาพลังงานฉบับใหม่ (ร่างแผน PDP 2026) แกนหลักสู่พลังงานสะอาด 70%  เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตและดีมานด์ระดับโลก กระทรวงพลังงานได้ยกระดับยุทธศาสตร์สู่ “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 (ร่างแผน PDP 2026)” ซึ่งปรับเป้าหมายเชิงรุกเพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

2.1สัดส่วนพลังงานสะอาดขั้นสูงสุด (70% RE Target)การขยับเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขึ้นสูงถึง ร้อยละ 70 ของพลังงานทั้งประเทศ ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593)โดยจะไม่มีการอนุมัติสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เพิ่มเติม
2.2เป้าหมายใหม่พลังงานแสงอาทิตย์และการปลดล็อกโซลาร์เสรีในร่างของแผนPDP2026กำหนดเป้าหมายติดตั้งสะสมปลายแผนสูงถึง 272,087 เมกะวัตต์ พร้อมเตรียมปลดล็อกกฎหมายยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) สำหรับ Solar Rooftop ภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยกระชับขั้นตอนการอนุมัติให้จบภายใน 7 วัน
2.3การปฏิรูปเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูง (SMR & BESS)บรรจุแผนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ระดับ Grid-scale รวม 10,485 เมกะวัตต์ เพื่อแปลงพลังงานหมุนเวียนให้เป็นพลังงานที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง (Firm Power) พร้อมนำร่องโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็ก (SMR) จำนวน 2,400 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นพลังงานฐานที่ปราศจากคาร์บอน
2.4การเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า (Direct PPA)ประกาศทางเลือกในการทำ Direct PPA เปิดเสรีให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวตรงผ่านโครงข่ายสายส่ง (TPA:Third Party Access) โดยตั้งเป้าควบคุมอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยไม่ให้เกิน 4 บาทต่อหน่วย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

3.ศักยภาพและการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนกระแสหลัก  ความได้เปรียบทางธรรมชาติของประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่แสงแดดและพืชผลทางการเกษตร ทว่าการผสานเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจาก ลม น้ำ และความร้อนใต้พิภพ เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ จะช่วยเร่งการกระจายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนให้มีความเสถียรสูงสุด
3.1พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Solar Energy + BESS)เทคโนโลยีนี้ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานกระแสหลักที่มีความพร้อมในระดับพาณิชย์สูงสุด (TRL 9) ภายใต้แผน PDP 2026 กำหนดเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์สู่ 272,087 เมกะวัตต์ ควบคู่กับการบรรจุระบบ BESS อีกกว่า 10,485 เมกะวัตต์
3.2พลังงานลม (Wind Energy) สู่การพัฒนาทุ่งกังหันลมขนาดใหญ่และการปลดล็อกข้อจำกัด พลังงานลมของไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมติดตั้งสะสมมากกว่า 1,500 เมกะวัตต์ และในร่างแผนพัฒนาพลังงานฉบับใหม่ ได้มีการตั้งเป้าหมายขยายกำลังผลิตพลังงานลมเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5,000 – 7,000 เมกะวัตต์ โดยพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักยังคงเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ตามแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย การพัฒนาเทคโนโลยีใบกังหันลมยุคใหม่ที่รองรับความเร็วลมต่ำ (Low Wind Speed Technology) จะช่วยให้เม็ดเงินลงทุนใหม่ไหลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมนี้ได้เร็วขึ้น
3.3พลังงานน้ำ (Hydro Power) มิติใหม่ของระบบไฮบริดและพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดน   ประเทศไทยใช้ประโยชน์จากพลังงานน้ำใน 2 รูปแบบหลัก รูปแบบแรกคือการพัฒนา “โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดในเขื่อนของ กฟผ.” (Hydro-Floating Solar Hybrid) โดยมีเป้าหมายติดตั้งสะสมสูงถึง 2,725 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโมเดลไฮบริดลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก รูปแบบที่สองคือ “โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ” (Pumped Storage Hydro Power) ทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่พลังงานน้ำระดับยักษ์คอยกักเก็บไฟฟ้าส่วนเกิน เสริมเข้ากับการนำเข้าพลังงานหมุนเวียนสะอาด 100% จากเขื่อนพลังน้ำในสปป.ลาว ผ่านระบบสายส่ง ASEAN Power Grid
3.4พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy)พลังงานฐานสีเขียวที่ถูกซ่อนอยู่  แม้จะเป็นพลังงานทางเลือกที่มีสัดส่วนไม่ใหญ่นัก แต่พลังงานความร้อนใต้พิภพมีข้อดีสูงสุดคือความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีความผันผวน (Base Load RE) ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพต้นแบบแห่งแรกที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีและภาคเอกชนอยู่ระหว่างเร่งสำรวจและพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะชั้นหินร้อนลึก เพื่อยกระดับสู่การผลิตไฟฟ้าระดับชุมชนและการประยุกต์ใช้ความร้อนโดยตรงในภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป

(ติดตามห่วงโซ่พลังงานชีวภาพ ยานยนต์ โลจิสติกส์การบิน และการบูรณาการระบบนิเวศพลังงานแห่งอนาคตแบบเต็มรูปแบบในภาคที่ 2)

You May Have Missed!

1 Minute
ข่าวประชาสัมพันธ์
ก้าวใหญ่ของไทยภายใต้“ยุทธศาสตร์ใหม่ประเทศไทย:ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต”โดย“มิสเตอร์เอทานอล”อลงกรณ์ พลบุตรประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.
0 Minutes
ข่าวประชาสัมพันธ์
ปิดฉากอย่างอบอุ่น! กอล์ฟการกุศลสื่อเกษตรฯ รวมพลังรัฐ–เอกชน “ภิญโญ” ขอบคุณทุกแรงหนุน พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์สังคม
1 Minute
ข่าวประชาสัมพันธ์
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จับมือ TGA มอบรางวัล Thai Game Awards หนุนนักพัฒนาเกมคอนเทนต์ไทยก้าวสู่เวทีโลก ในงาน Thai Game Festival (TGF 2026)
0 Minutes
ไม่มีหมวดหมู่
ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้สัมภาษณ์ รายการเลิกบุหรี่ดีต่อใจปีที่ 9 ทาง ททบ.5 ถึงนโยบายด้านเยาวชน ชุมชน การท่องเที่ยว และ โอทอป